สูติกรรม โรงพยาบาลเลิดสิน

  

 

 

 

 

ในกรณีที่มารดาในระยะตั้งครรภ์สูบบุหรี่ และหรืออยู่ในบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่มีผู้สูบบุหรี่ มารดาจะได้รับสารพิษจากบุหรี่ที่ตนเองเป็นผู้สูบร่วมกับควันพิษที่มีอยู่ในบรรยากาศ ทำให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกายตนเองและทารกในครรภ์ จากการที่ฤทธิ์ของบุหรี่ทำให้หลอดเลือดของมารดามีการหดรัดตัวมากกว่าปกติและเลือดมีการจับกับออกซิเจนได้น้อยลง เลือดและออกซิเจนจึงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายสตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์น้อยลงด้วย ร่างกายของสตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์จะขาดออกซิเจนเป็นระยะ ๆ อย่างเรื้อรัง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่นเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ  โรคในระบบทางเดินหายใจร่วมกับการตั้งครรภ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ผลจากการสูบบุหรี่ทำให้สตรีตั้งครรภ์และทารกในครรภ์จะขาดออกซิเจนเป็นระยะๆ อย่างเรื้อรัง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคในระบบทางเดินหายใจร่วมกับการตั้งครรภ์ ผลจากการสูบบุหรี่ทำให้สตรีตั้งครรภ์ไม่อยากอาหาร จึงรับประทานอาหารได้น้อยเป็นโรคขาดอาหาร ทารกในครรภ์จึงได้รับสารอาหารน้อยลงไปด้วย ร่างกายของสตรีตั้งครรภ์ มีการดูดซึมและนำสารอาหารที่จำเป็นไปใช้ได้น้อยลงรวมทั้งแคลเซียม  ไวตามินซี ไวตามินเอ และไวตามินบีบางชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแท้ง ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด (ภาวะถุงน้ำคร่ำแตกเมื่อใกล้คลอด) ตั้งครรภ์นอกมดลูก รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด กำหนดได้

 ผลของบุหรี่ต่อทารกและเด็กภายหลังคลอด

            มีรายงานการวิจัยพบว่า ถ้าสตรีในระยะตั้งครรภ์สูบบุหรี่ และหรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีผู้สูบบุหรี่ จะมีผลต่อทารกในครรภ์และเด็ก กล่าวคือ มีรายงานการวิจัยว่าสารเคมีในบุหรี่ จะทำลายโครโมโซมของทารกทำให้ทารกตายแรกคลอด หรือจะทำให้ทารกมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ มีน้ำหนักตัว ส่วนสูง รอบอกและรอบศีรษะต่ำกว่าเกณฑ์ ภาวะสุขภาพแรกคลอดของทารกทั้งทางด้านระบบประสาท การทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งประเมินภายหลังคลอด พบว่ามีปัญหามีการเจ็บป่วยในระบบทางเดินหายใจ ภายหลังคลอดทันทีและมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหอบหืดเมื่อโตขึ้น มีอาการปวดท้อง โคลิก(colic) อาเจียน ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ กระสับกระส่าย นอนหลับพักผ่อนได้น้อย มีอาการเหมือนคนขาดยา มีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะแต่กำเนิดและเมื่อโตขึ้น เด็กอาจเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งในระบบต่างๆได้ จากการที่ทารกได้รับสารเคมีจากบุหรี่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาและภายหลังคลอด ทารกยังได้รับสารเคมีที่ผ่านมากับน้ำนมมารดาอีกด้วยถ้ามารดายังไม่เลิกสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังอาจได้รับจากการสูดควันบุหรี่โดยตรงจากผู้สูบบุหรี่ในบ้าน โดยที่ทารกไม่สามารถหลีกเลี่ยงด้วยตนเองได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ทารกหรือเด็กมีระดับสติปัญญาต่ำ เมื่อโตขึ้นจะมีบุคลิกภาพไม่อยู่นิ่ง(hyperactive) เป็นเด็กสมาธิสั้น พัฒนาการทางอารมณ์และพฤติกรรมการเรียนรู้ไม่เหมาะสมกับวัย มีโอกาสเจ็บป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง มีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ปอดอักเสบโดยเฉพาะในขวบปีแรกและมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดได้สูง เด็กเพศหญิงเมื่อโตขึ้นอาจมีบุตรยาก เนื่องจากท่อนำไข่ถูกทำลายจากสารเคมีที่มีอยู่ในบุหรี่อย่างไรก็ตาม สตรีในระยะตั้งครรภ์ยังไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ หรือสตรีที่สูบบุหรี่มานานและเพิ่งจะงดสูบ เมื่อไปฝากครรภ์ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำหรือให้การรักษาป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น และสตรีตั้งครรภ์ควรจะต้องหาวิธีเลิกสูบบุหรี่ให้ได้ เพื่อสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์     จากผลของการที่มารดา

ได้รับสารพิษจากบุหรี่ในระยะตั้งครรภ์ ส่งผลเสียต่อภาวะสุขภาพของมารดาและทารกเป็นอย่างมาก และถ้ามารดายังไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ ทำให้ทารกต้องเสียโอกาสที่จะได้รับสารอาหารที่ดีที่สุดของชีวิตไป และตัวของมารดาเองก็จะเสียโอกาสในการให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกด้วยเช่นกัน

            บุหรี่จัดเป็นสารที่ทำให้เสพติดได้ โดยนิโคตินเป็นสารเคมีที่พบในใบยาสูบและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ alpha-4 beta-2 subunit nAChR ในระบบประสาทส่วนกลางโดยเฉพาะที่brain reward system ได้ ทั้งนี้บุหรี่จะมีความสามารถในการทำให้เสพติดได้สูงมากกว่าเฮโรอีน และยาเสพติดชนิดอื่น เช่น ยาบ้า กัญชา เป็นต้น เพราะนิโคตินสามารถเข้าสู่สมองได้อย่างรวดเร็ว และถูกทำลายได้เร็ว เช่นกันนอกจากนี้บุหรี่ยังเป็นยาเสพติดที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย หาซื้อง่าย และยังไม่จัดเป็นยาเสพติดตามกฎหมาย

            บุหรี่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจอย่างมากมาย ทำให้การทำงานของระบบทางเดินหายใจเสื่อมลงไม่ว่าจะเป็นในแง่โครงสร้าง สรีรวิทยา และภูมิคุ้มกันทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจต่างๆมากมาย ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง รวมถึงทำให้เกิดโรคหลายอย่างแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองล้วนมีผลกระทบทั้งสิ้น และในผู้ที่สูบบุหรี่แม้จะหยุดสูบบุหรี่แล้วก็ตาม ผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจอาจจะยังมีผลต่อเนื่องไปอีกนาน ดังนั้นการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่มือสอง จึงเป็นวิธีที่คุ้มค่าและดีที่สุดในการป้องกันโรคและภาวะต่างๆของระบบทางเดินหายใจ

ลักขณา   สิริรัตนพลกุล วทม.

ณัฐนุกูล    ผกาภรณ์รัตน์ พย.ม.

สุพัตรา  สุริยะภูมิ พย.บ.

กลุ่มงานสูติ-นรีเวชศาสตร์  โรงพยาบาลเลิดสิน

Abstract     The model development in prevention of back pain during pregnancy

                   Siriruttanaponkul L, Pakapronrat  N, Suriyapoom S.

                   Department of Obstretic-Gynaecology ,LerdsinHospital

                   This research is an action research tending to have  the objective to developing  model in prevention of  back pain during pregnancy woman.  The process is  divided into three steps.The first step is a preliminary step for developing the preventive procedure for back pain symptom in pregnancy woman. It is done by studying the situation of back pain symptom. It comes to the conclusion of how to prevent by educating the knowledge of its etiology. The adjustment of their gestures in daily activities, as well as the patterns of exercises.The second step is an experimental step and evaluation. This experiment is conducted on twenty pregnancy woman, under the supervision of five experts. This is resulted in a definite process of prevention. The third step is established on thirty-five pregnancy women, who came in toLerdsinHospitalfor antenatal care during the periods of January 6, 2009 to August 30, 2009. This step will be given the questionnaires previously tested for content validity . The reliability of the questionnaires focus on those  three  which aspects  were 0.819, 0.749 and 0.695  respectively. In terms of statistic analysis,  percentage, mean, standard deviation.

Result of research

            The model development in prevention of back pain during pregnancy woman could be achieved, as well as its efficiency of this model. The result was shoned that 45.7% of those pregnancy woman did not show any back pain. Those who developed a back pain in low level and moderated level were 22.9%  equally. The knowledge of back pain etiology, the under standing of prevention near averagely high. However the understanding of having a right gesture in daily activities remained in average level.

 

Key words: back pain; during pregnancy

เรื่องย่อ  การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ และศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์  การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่1 ขั้นเตรียมการและพัฒนารูปแบบ โดยการศึกษาสถานการณ์การเกิดอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์และการจัดการความรู้ ในขั้นตอนนี้ได้รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ที่ประกอบด้วย การให้ความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง  การปรับท่าทางที่ถูกต้องในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ท่าทางในการออกกำลังกายสำหรับหญิงตั้งครรภ์  ขั้นตอนที่2   ขั้นทดลองใช้รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์และประเมินผล  โดยนำรูปแบบที่ได้นั้นมาทดลองใช้ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด จำนวน 20 คน ประเมินผลปรับแก้อีกครั้ง โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล จำนวน 5 คน จนได้รูปแบบที่คงที่ ขั้นตอนที่3   ขั้นประยุกต์ใช้รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ และประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการป้องกันการเกิดอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์   กลุ่มตัวอย่างคือหญิงตั้งครรภ์   ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่หน่วยฝากครรภ์   โรงพยาบาลเลิดสิน ระหว่างวันที่  6 มกราคม พ.ศ.  2552    ถึง วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2552  จำนวน 35 คน    เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง  การรับรู้ความสามารถของตนเองและลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเท่ากับ   0.819, 0.749 และ 0.695 ตามลำดับ                    วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อหาค่า ร้อยละ   ค่าเฉลี่ย   ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัย   ได้รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์  และพบว่าประสิทธิภาพของรูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ ในด้านระดับการเกิดอาการปวดหลังมีหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เกิดอาการปวดหลังตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ร้อยละ 45.7   รองลงมามีการเกิดอาการปวดหลังในระดับน้อยและระดับปานกลางเท่ากันคือ ร้อยละ 22.9     คะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลังอยู่ในระดับสูง ส่วนลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง มีคะแนนเฉลี่ยในระดับปานกลาง

คำสำคัญ : ปวดหลัง   ในหญิงตั้งครรภ์

บทนำ

อาการปวดหลังขณะตั้งครรภ์เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยพบมากถึง 40-80%  มักพบในช่วงอายุครรภ์ 5 ถึง 7 เดือน ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดอาการปวดหลังระหว่างการตั้งครรภ์มี 3 ปัจจัย คือ  การเปลี่ยนแปลงของมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอันเป็นผลมาจากกระบวนการการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติถึง 10-12 กิโลกรัมและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การเกิดอาการปวดหลังทำให้หญิงตั้งครรภ์มีความไม่สุขสบาย ทุกข์ทรมาน และรบกวนการทำงานหรือการทำกิจวัตรประจำวัน จนอาจต้องลาพักหยุดงาน หรือไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา จากการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการปวดหลัง พบว่า ร้อยละ 29.1 ต้องหยุดทำงาน และร้อยละ 21.31 มีอาการรุนแรงจนต้องพบแพทย์หรือต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล Osgaardและคณะ2ได้ทำการศึกษาวิธีลดอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 – 3 พบว่า การฝึกการใช้ท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวันสามารถช่วยลดอาการปวดหลังได้ สอดคล้องกับการศึกษาของ Franklinและ Conner-Kerr3 ที่ทำการวิเคราะห์ท่าทาง และอาการปวดหลังในไตรมาสที่1และ3 ของการตั้งครรภ์  พบว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบโครงสร้างของร่างกายขณะตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงท่าทางในระยะตั้งครรภ์มีความสัมพันธ์กับอาการปวดหลังโดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ได้มีการเสนอแนะให้มีการให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนท่าทางที่ถูกต้องให้แก่หญิงตั้งครรภ์ ดังนั้นการกำหนดท่าทางที่ถูกต้อง การทรงตัว หรือการออกแรงทำงานโดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ใช้การประสานงานของกล้ามเนื้อแต่ละส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ 4ซึ่งการกำหนดท่าทางในการปฏิบัตรกิจวัตรประจำวันให้ถูกต้อง  จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ เนื่องจากการมีความรู้ทางทฤษฎีส่งผลต่อการปฏิบัติจริงที่ถูกต้อง5 ดังนั้นหากหญิงตั้งครรภ์สามารถนำความรู้ทางทฤษฎีในการกำหนดท่าทางการเคลื่อนไหว ไปใช้ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ก็สามารถป้องกันอาการปวดหลังได้ จากการสำรวจข้อมูลเบื้องตนในหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเลิดสิน ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2551 จำนวน 400 ราย พบว่า หญิงตั้งครรภ์มีอาการปวดหลังในระดับปานกลางร้อยละ 40.0 โดยพบมากในช่วงอายุครรภ์มากกว่า 27 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ไม่มีการออกกำลังกายร้อยละ 68.8  เมื่อมีอาการปวดหลังต้องหยุดพักร้อยละ 31.0 มีความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ในระดับต่ำ ร้อยละ 56.66 ซึ่งแผนกฝากครรภ์โรงพยาบาลเลิดสินยังไม่มีรูปแบบการป้องกันการเกิดอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์อย่างชัดเจน จากข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ และเพื่อให้หญิงตั้งครรภ์มีความสามารถในการดูแลตนเอง  จึงใช้แนวคิดการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองของแบนดูร่า6 มาใช้ในการกำหนดกิจกรรมในการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองในหญิงตั้งครรภ์

วัตถุและวิธีการ

รูปแบบการวิจัย

                การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research)โดยการจัดการความรู้  ใช้เทคนิคกลุ่มสนทนา (Focus group discussion) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (Indepht Interview)    แบ่งขั้นตอนดำเนินการวิจัย ดังนี้

ขั้นตอนที่1 ขั้นเตรียมการและพัฒนารูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์

ขั้นตอนที่2  ขั้นทดลองใช้รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์และประเมินผล

ขั้นตอนที่3  ขั้นประยุกต์ใช้รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์และประเมินผล

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

                ประชากร ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่หน่วยฝากครรภ์            โรงพยาบาลเลิดสิน

                กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์โรงพยาบาลเลิดสิน   ระหว่างวันที่  6 มกราคม พ.ศ.  2552   ถึง วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2552  จำนวน 35 คน  โดยมีคุณสมบัติตามที่กำหนด ดังนี้

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยเครื่องมือ  3 ชุด คือ

                ชุดที่1 เครื่องมือที่ใช้ในขั้นเตรียมการและพัฒนารูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ ได้แก่ แบบบันทึกการทำกิจกรรมกลุ่มสนทนา(Focus group discussion) จากกลุ่มตัวอย่างหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยเกิดอาการปวดหลังในระหว่างตั้งครรภ์ และแบบบันทึกการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก(Indepht Interview)

               ชุดที่2 เครื่องมือที่ใช้ในขั้นทดลองใช้รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์และประเมินผล ได้แก่ คู่มือการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ แผนการสอนการป้องกันอาการปวดหลัง แบบบันทึกการออกกำลังกาย ปัญหาอุปสรรคและการสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการออกกำลังกาย

                ชุดที่3      เครื่องมือที่ใช้ในขั้นประยุกต์ใช้รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์และประเมินผล  ได้แก่  แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์  แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลัง แบบสอบถามลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง   แบบบันทึกการออกกำลังกาย และแบบประเมินความเจ็บปวดที่เป็นตัวเลข (Numeric rating scale:NRS) 7

การวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) ในการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคล ระดับการเกิดอาการปวดหลัง ความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลังและลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง โดยการหาค่าจำนวน   ร้อยละ   ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สถานที่ทำการเก็บข้อมูล   หน่วยฝากครรภ์ โรงพยาบาลเลิดสิน

ผล

                จำนวนกลุ่มตัวที่ทำการศึกษาทั้งหมด 35 คน ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-30 ปี (ร้อยละ 60.0) อายุเฉลี่ย 26 ปี  ส่วนสูงเฉลี่ย157.41 เซนติเมตรน้ำหนักเพิ่มขึ้น ระว่างการตั้งครรภ์เฉลี่ย 15.40 กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นครรภ์แรก ร้อยละ 63.6  มีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ย  8 ชั่วโมง  ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 37.2 

ตารางที่2      ระดับการเกิดอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์     ส่วนใหญ่ไม่เกิดอาการปวดหลังร้อยละ 45.7 รองลงมามีการเกิดอาการปวดหลังในระดับน้อยและปานกลางเท่ากันคือ ร้อยละ 22.9  และมีการเกิดอาการปวดหลังระดับมากร้อยละ  8.5 

                ตารางที่3 ความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ จำแนกตามระดับความรู้ ส่วนใหญ่มีความรู้ระดับสูง ร้อยละ 57.1 รองลงมามีความรู้ระดับปานกลางร้อยละ 40.0  และมีความรู้ในระดับต่ำร้อยละ 2.9

                ตารางที่4  การประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ จำแนกรายข้อ  พบว่าหญิงตั้งครรภ์มีการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลัง ในข้อถ้านั่งทำงานนานๆ จะหาเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลังมานั่งร้อยละ 91.4  ไม่สวมรองเท้าส้นสูงขณะที่กำลังตั้งครรภ์ และย่อเข่าลงทุกครั้ง เมื่อจะเก็บของที่วางอยู่บนพื้น ร้อยละ 88.6 ไม่ยกของที่มีน้ำหนักมากขณะตั้งครรภ์ และเลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ร้อยละ 85.7 

                ตารางที่5   ในด้านการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลัง ส่วนใหญ่

มีการรับรู้ความสามารถของตนเองในระดับสูงร้อยละ 80.0  รองลงมาอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ  17.1    และอยู่ในระดับต่ำร้อยละ 2.9 

                ตารางที่6  การประเมินลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้องจำแนกรายข้อ พบว่าหญิงตั้งครรภ์มีลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง ในข้อก่อนจะลุกจากที่นอน มักจะตะแคงตัวแล้วยันที่นอนลุกขึ้นนั่ง ร้อยละ 68.6   มักจะนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง ร้อยละ 60.0            การลุกขึ้นยืนมักจะใช้มือจับที่รองแขนช่วยพยุงน้ำหนัก   ร้อยละ 54.3  เมื่อต้องนั่งบนเก้าอี้นานๆ      มักหาที่สำหรับใช้วางเท้า และเมื่อต้องอยู่ในท่าเดียวนานๆ มักจะลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถ ร้อยละ 45.7

                ตารางที่7  ในด้านลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง     ส่วนใหญ่หญิงตั้งครรภ์

มีลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง      ในระดับปานกลางร้อยละ    65.7  รองลงมาอยู่

ในระดับสูง  ร้อยละ 34.3  

ตารางที่1     ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

 

ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

จำนวน

(n=35)

 

ร้อยละ

อายุ(ปี)
< 20

 4

11.4

20 -30

21

60.0

> 30

10

28.6

              X    =   26.71           S.D.    =     6.47             min   =    16          max   =   40                  
ส่วนสูง (ซม.)

 

 

<150

 1

 2.9

150-155

13

37.1

> 155

21

60.0

              X   =     157.41        S.D.    =    5.65         min     =    148.0        max    =     170.0              

ตารางที่1     ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (ต่อ)

 

ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง

จำนวน

(n=35)

 

ร้อยละ

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น(กก)
<10

 1

2.9

1  10 – 14 

15

42.9

>14

19

54.3

            X   =   15.40          S.D.   =  3.11              min   =  9                max   =   22              
ลำดับที่ของการตั้งครรภ์
- ครรภ์แรก

21

63.6

-  ครรภ์ที่สอง

7

21.2

- ครรภ์ที่สาม

4

12.1

- ครรภ์ที่สี่

1

3.0

ชั่วโมงการทำงาน(ชั่วโมง/วัน)
< 8

 3

8.6

8-10

21

60.0

>10

11

31.4

               X   =   8.79          S.D.  =   1.68           min   =  5        max   =  12                     
-  มัธยมศึกษาตอนปลาย    

 5

14.3

-  ปวช

 4

11.4

-  ปวส

 1

2.9

 - ปริญญาตรี     

 6

17.1

ตารางที่ 2   ระดับคะแนนการเกิดอาการปวดหลัง

 

การเกิดอาการปวดหลัง

 

ระดับคะแนนตามเกณฑ์

จำนวน

(n=35)

 

ร้อยละ

- ไม่เกิดอาการปวดหลัง

0

16

45.7

- ระดับน้อย

1-3

22.9

- ระดับปานกลาง

4-6

8

22.9

- ระดับมาก

7-10

3

8.5

                     X   =     3.09             S.D.   =    2.77           min   =  0              max   =  10

 ตารางที่ 3  ระดับคะแนนความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง ในหญิงตั้งครรภ์

ความรู้เกี่ยวกับอาการ

ปวดหลัง ในหญิงตั้งครรภ์

ระดับคะแนนตามเกณฑ์

จำนวน

(n=35)

ร้อยละ

 

 ระดับสูง

13.35 – 20.00

20

57.1

 ระดับปานกลาง         

6.68 – 13.34

14

40.0

  ระดับต่ำ     

0.00 -   6.67

  1

 2.9

X   =     14.51               S.D.   =    1.82            min   =  9.00               max   =   18.00

ตารางที่4  ระดับคะแนน การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลัง

 

          การรับรู้ความสามารถของตนเอง

          ในการป้องกันอาการปวดหลัง

 

ร้อยละ

             สูง       ปานกลาง       ต่ำ
1.ไม่สวมรองเท้าส้นสูงขณะที่กำลังตั้งครรภ์

88.6

11.4

0

2.ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

40.0

42.9

17.1

3.ไม่ยกของที่มีน้ำหนักมากขณะตั้งครรภ์

85.7

11.4

2.9

4.ถ้านอนหงายจะใช้หมอนสอดใต้เข่าเพื่อช่วยรับน้ำหนัก

74.3

8.6

17.1

5.ถ้านั่งทำงานนานๆ จะหาเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลังมานั่ง

91.4

2.9

5.7

6.เลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง

85.7

14.3

0

7.ย่อเข่าลงทุกครั้ง เมื่อจะเก็บของที่วางอยู่บนพื้น

88.6

11.4

0

ตารางที่4  ระดับคะแนน การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลัง

 

          การรับรู้ความสามารถของตนเอง

          ในการป้องกันอาการปวดหลัง

 

ร้อยละ

             สูง       ปานกลาง       ต่ำ
8.ใช้เก้าอี้ต่อขาทุกครั้ง เมื่อต้องการหยิบของบนที่สูง

62.9

22.9

14.2

9.ไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ข้าวขาหมู

51.4

34.3

14.3

10. หาทางผ่อนคลายเมื่อรู้สึกปวดเกร็งกล้ามเนื้อ

74.2

22.9

2.9

ตารางที่5    ระดับคะแนนการรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลัง

การรับรู้ความสามารถของตนเองในการป้องกันอาการปวดหลัง

ระดับคะแนนตามเกณฑ์

จำนวน

(n=35)

ร้อยละ

 ระดับสูง

    80 – 100

28

80.0

 ระดับปานกลาง         

  60 – 79

 6

17.1

  ระดับต่ำ     

    0 – 59

1

 2.9

          X   =     77.43         S.D.   =    12.05           min   =      56.00              max    =    100.00

ตารางที่6  ระดับคะแนน ลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง

 

ลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง

ร้อยละ

เป็นประจำ       เป็น   ส่วนใหญ่    นานๆ    ครั้ง     ไม่เคย    ปฏิบัติ
1.ท่านมักจะยืนหรือนั่งในท่าเดียวนานๆ     17.2    20.0   57.1    5.7
2.ท่านมักจะยืน ตัวตรง หลังตรง     14.3    37.1   42.9    5.7
3.ท่านมักจะหิ้วของทั้งหมดด้วยมือข้างเดียว       5.7    17.1   54.3  22.9
4.ท่านมักจะสวมรองเท้าส้นสูง       0     2.9   14.3  82.8
5.ก่อนจะลุกจากที่นอนท่านมักจะตะแคงตัวแล้วยันที่นอนลุกขึ้นนั่ง     68.6    28.5     0    2.9
6.เมื่อท่านนอนหงายท่านมักจะหาหมอนมารองใต้เข่า     40.0    17.1   34.3    8.6

ตารางที่6  ระดับคะแนน ลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง

 

ลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง

ร้อยละ

เป็นประจำ       เป็น   ส่วนใหญ่    นานๆ    ครั้ง     ไม่เคย    ปฏิบัติ
7.ท่านมักจะเขย่งปลายเท้า เมื่อต้องการจะหยิบของที่อยู่สูงเกินเอื้อมถึง      8.6    14.3  40.0  37.1
8.เมื่อต้องอยู่ในท่าเดียวนานๆ ท่านมักจะลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถ     45.7   31.4  20.0   2.9
9.ท่านมักจะนั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง     60.0   34.3   5.7    0
10.เมื่อจะหยิบของที่อยู่บนพื้น ท่านมักจะก้มตัวย่อเข่าลง      5.7     8.6  54.3  31.4
11.ท่านมักจะนั่งพับเพียบบนพื้นนานๆ      2.9   17.1  34.3  45.7
12.เมื่อต้องนั่งบนเก้าอี้นานๆ ท่านมักหาที่สำหรับใช้วางเท้า    45.7   31.4  17.2    5.7
13.การลุกขึ้นยืนท่านมักจะใช้มือจับที่รองแขนช่วยพยุงน้ำหนัก    54.3   31.4  14.3    0
14.ท่านมักจะเลือกนั่งบนเก้าอี้ที่เท้าสามารถวางราบกับพื้นได้    22.9   34.2  22.9  20.0
15.เมื่อขึ้นบันได ท่านมักจะก้าวขึ้นทีละขั้นวางเท้าทั้งสองข้างบนขั้นเดียวกันแล้วจึงเลื่อนขึ้นขั้นถัดไป    34.2   40.0  22.9   2.9

                                       

ตารางที่7     ระดับลักษณะท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่ถูกต้อง 

ลักษณะท่าทาง

ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน

 

ระดับคะแนนตามเกณฑ์

        จำนวน        (n=35)

 

ร้อยละ

 ระดับสูง

46.00 – 60.00

12

34.3

 ระดับปานกลาง      

31.00 – 45.00

23

65.7

 ระดับต่ำ   

15.00 – 30.00

0

0

          X   =     39.43         S.D.   =    5.27           min   =      30.00       max    =    50.00

 

วิจารณ์

                        รูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ เป็นรูปแบบที่ผู้วิจัยได้ข้อมูลส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาสถานการณ์การเกิดอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นการศึกษาในสถานการณ์จริงของหญิงตั้งครรภ์ที่มาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลเลิดสิน ทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น และปัจจัยที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ ค้นหาประเด็นปัญหา และหาแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ จากตัวแทนในแต่ละสาขาวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ โดยใช้การจัดการความรู้ ซึ่งการจัดการความรู้ นับว่าเป็น    กลยุทธ์ที่สำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ เป็นเครื่องมือที่ดีที่จะทำให้ความรู้ในตัวบุคคล ได้ถูกนำมาบันทึกและใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีการประเมินผลและปรับแก้โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งภายนอกและภายในโรงพยาบาลจำนวน 5 คน จนได้รูปแบบที่คงที่ มีความปลอดภัยและเหมาะสมซึ่งจากผลการวิจัยไม่พบว่ามีกลุ่มตัวอย่างเกิดอาการแทรกซ้อนระหว่างการทำวิจัย หรือตั้งครรภ์ไม่ครบกำหนด       

                        ด้านประสิทธิภาพของรูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ ระดับการเกิดอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ เป็นตัวชี้วัดที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของรูปแบบการป้องกันอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจากผลการวิจัย พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่เกิดอาการปวดหลังร้อยละ 45.7 เนื่องจากกลุ่มตัวอย่าง ได้รับรูปแบบในการป้องกันอาการปวดหลังแล้วมีการพัฒนาตนเองไปในแนวทางที่ดีขึ้น ประเมินได้จากกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ในระดับสูง ร้อยละ 57.1 รองลงมามีความรู้ระดับปานกลางร้อยละ 40.0 และมีความรู้ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 2.9    

สรุป

อาการปวดหลังในหญิงตั้งครรภ์ถึงแม้ว่าจะเป็นอาการที่พบได้บ่อย แต่จากผลการวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าเป็นอาการที่สามารถป้องกันไม่ให้มีอาการหรือทำให้เกิดอาการในระดับน้อยที่สุดได้ หากหญิงตั้งครรภ์มีความรู้เรื่องการป้องกันอาการปวดหลัง มีวิธีการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องทั้งท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันและการออกกำลังกายที่เหมาะสม    นอกจากนี้การที่นำทฤษฎีส่งเสริมการดูแลตนเองของ    แบดูร่า6มาใช้ในการวางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการดูแลตนเอง  โดยการให้ความรู้และคำแนะนำแก่หญิงตั้งครรภ์ ในการป้องกันอาการปวดหลังตามแผนการสอนและคู่มือซึ่งผู้วิจัยได้จัดทำขึ้น ซึ่งการสอนโดยการบรรยาย สาธิต ทำให้หญิงตั้งครรภ์มีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น การที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัตินั้นจำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ เพราะการมีความรู้ทางทฤษฎี  จะส่งผลต่อการปฏิบัติจริงที่ถูกต้องด้วย5

กิตติกรรมประกาศ

ผู้วิจัยขอขอบคุณ นายแพทย์อนันต์  เสรฐภักดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสิน  ที่อนุญาตให้ดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ขอขอบคุณ  คุณละไม  แก้วอำไพ  แพทย์หญิงมยุรี    ฮั่นตระกูล  แพทย์หญิงสุนีย์    เจริญวัฒน์  อาจารย์สมหมาย  หิรัญนุช และผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่กรุณาให้ข้อคิดเห็นและคำแนะนำ ขอขอบคุณหัวหน้าห้องตรวจสูตินรีเวชกรรม และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานสูติ-นรีเวชกรรม รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง  และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้ และขอขอบคุณ  กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข             ที่สนับสนุนเงินอุดหนุนการวิจัย

เอกสารอ้างอิง

1. รุ้งทิพย์  พันธุเมธากุล,อุไรวรรณ  ชัชวาลย์,สุกัลยา  สิทธิคงศักดิ์,จารุวรรณ  โชคณาพิทักษ์  และยุทธพงศ์  วีระวัฒนตระกูล.ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดหลังส่วนล่างในสตรีตั้งครรภ์ที่มาคลอด  ณ  โรงพยาบาลศรีนครินทร์. 2539.  (ทุนอุดหนุนการวิจัยประเภทอุดหนุนทั่วไป  มหาวิทยาลัยขอนแก่น งานวิจัยพื้นฐานที่  ทพ. 2/ 2539 ).
2 Ostgaard, H. C., Roos – Hansson E.,and Zehterstrom G.  Reduction of back and posterior pelvic pain after pregnancy.  Spine:1994.  19:894-900.
3 Franklin, M. E., and Conner-Kerr. T.  An Analysis of posture and back pain in the first and third trimesters of pregnancy.  Joumal Orthop. Sports Phys: 1998.28:133-138.
4 Ostgaard, H. C., Roos – Hansson E., Zehterstrom G.    Regression  of back and posterior pelvic pain after pregnancy.  Spine :1996.21:2777-2780.
5 จรัสศรี  อินทรสมหวัง.  ประสิทธิผลของโปรแกรมการสร้างพลังในการป้องกันการ    ติดเชื้อโรคเอดส์.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต.สาขาวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.2543.
6 Bandura A. Reflection onself-efficacy.Adv Behav Res Ther :1978;1:237-269.
7 ดาริน  โต๊ะกานิ. การศึกษาความรู้เกี่ยวกับอาการปวดหลัง   ท่าทางในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน  และระดับความเจ็บปวดในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต.สาขาวิชาการพยาบาลแม่และเด็ก  บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล.2545.
ป้ายกำกับ:
กรกฎาคม 2014
พฤ อา
« ก.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

หมวดหมู่

คลังเก็บ

Blog Stats

  • 11,714 hits

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 2 other followers

จำนวนการคลิกสุงสุด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.